วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แดนอาถรรพ์

                                       แดนอาถรรพ์
                ศาสนา           ยุคกาลี             ดีกรีตก
            เหมือนนรก    หมกผ้าเหลือง    เปลืองของวัด
            ดังผ้าเหลือง   เข้าห่มตอ           ห่อกำหนัด
            ไม่เร่งรัด          ตัดสังขาร           มารโลกีย์
      พระอวดดี          ถือดี                     ก็มีมาก
     พระว่ายาก        สอนยาก             มากนักหนา
    ไม่เข้าใจ            ในโอวาส            พระศาสดา
    ลืมคุณค่า           ของผ้าเหลือง    สีเรืองรอง
           ผ้าสีทอง        ของพระองค์     ทรงประทาน
           ให้คนนุ่ง          มุ่งล้างผลาญ    มารความคิด
            ถ้าใครนุ่ง        มุ่งเหยียดหยาม   ตามจริต
             ผ้าศักดิ์สิทธิ์   จะบันดล               เผาลนใจ
     หากผู้ใด                นุ่งผ้าเหลือง        เป็นเรื่องเล่น
    นุ่งไม่เป็น               มันเป็นกรรม        ตามสนอง
    หากนุ่งแล้ว           วิปริต                   ผิดทำนอง
   ใครจองหอง          กองกงกรรม      จักซ้ำเติม
                       จากหลวงปู่สาวกโลกอุดร
  การฟังธรรมนั้นเราต้องตั้งจิตตั้งใจฟังจะเป็นฝ่ายโลกก็ดี ฝ่ายธรรมก็ดีล้วนเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของเราทั้งนั้น ไม่เกี่ยวเนื่องกับที่อื่นเลย หลวงปู่สาวกโลกอุดรยกตัวอย่างเรื่อง อจินไตยเข้ามาเป็นหัวข้อพอให้เป็นที่พิสูจน์ซะก่อนจึงจะเข้าใจคำว่า อจินไตยนั้นแปลว่าสุดวิสัยของปุถุชนที่จะหยั่งรู้ได้ คือมันสุดวิสัย นี่คือคำว่าอจินไตย ซึ่งมีอยู่สี่อย่าง คือ 1พุทธวิสัย 2 ญาณวิสัย 3 โลกวิสัย 4 กรรมวิสัย วิบากของกรรม เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งหลวงปู่ได้ขยายความไว้ว่า
1.คำว่าพุทธวิสัยนั้น พระองค์บำเพ็ญมาตามในพระไตรปิฎกนั้นตั้งสิบหกแสนมหากัป จึงได้ตรัสรู้เป็นองค์เอกสัพพัญญูสัมมาสัมโพธิญาณ ถ้าเรามัวไปนั่งคิดว่าพระองค์ตรัสรู้ได้อย่างไร ตรัสรู้ยังไง เรื่องนี้มันก็ปวดหัวตายเท่านั้นเอง สร้างบำเพ็ญมาอย่างไร ก็ขออภัยขนาดโกณฑัญญะเป็นพราหมณ์หนุ่มนั้นที่พยากรณ์พระองค์ไว้ว่า จะได้เสด็จออกทรงผนวช ได้เป็นศาสดาเอกของโลกตอนพระชนมายุของเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเพียงห้าวันเท่านั้นนี่เป็นโกณฑัญญะทำนายเอาไว้ แต่ก้ไม่รู้ว่าพระองค์จะทรงตรัสรู้ด้วยวิธีใดนะ อันนี้เป็นเรื่องของหมอดูว่างั้นเถอะ เดี๋ยวนี้เขายังมีหมอดูคอมพิวเตอร์ ดูทีละเป็นหมื่นก็มี ดูทีละหลายพันก็มี แต่ก็ไม่ยักกะถูกหรอก พวกนี้เขาหาอยู่หากินเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องของอจินไตย
2.ญาณวิสัย  วิสัยของผู้มีญาณหยั่งรู้คือว่ารองมาจากพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง คือวิสัยของผู้ผ่านบรรลุถึงองค์ฌานสัญญาเวทยิตนิโรธ พูดตรงๆคือญาณของพระอรหันต์ ซึ่งปุถุชนธรรมดาก็ไม่ควรที่จะว่าไปอยากรู้อยากเห็นว่าท่านรู้ได้อย่างไร เรื่องต่างๆในโลกนี้ทั้งเรื่องของร่างกายอันกว้างศอกยาววาหนาคืบ ทั้งเรื่องมรรค ผล นิพพานด้วย เราไม่ควรคิด พระองค์ตรัสไว้
3.เรื่องโลกวิสัย ต่อไปอีกก็เหมือนกันตานี้ ใครเป็นคนสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวมากมายก่ายกอง มองขึ้นท้องฟ้าเดียรดาษ ใครเป็นคนสร้างมันมา โลกนี้ใครเป็นคนสร้าง อะไรเหล่านี้ ต้นไม้ภูเขาเลากาเหล่านี้ใครเป็นคนสร้าง ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ยุ่งตายละเนาะ นี่ท่านเรียกว่าอจินไตยสุดวิสัยที่เราจะไปคิด
4.กรรมวิสัย คือวิบากของกรรม นั่นแหละ บางคนเกิดมาหูหนวก ตาบอด บ้า ใบ้ เสียสติ หรือเกิดเป็นวัวเป็นควาย เกิดเป็นช้างม้า เป็นหมูเป็นหมา เป็นเป็ดเป็นไก่อะไรทำนองนี้ถ้าเรามัวแต่นั่งคิดว่าสัตว์เหล่านี้หรือคนจำพวกพิกลพิการนั้น เขาสร้างบุญสร้างกรรมอะไรไว้เขาจึงเกิดมาเป็นเช่นนี้ ถ้าเรามัวแต่นั่งคิดอยู่เช่นนี้เรียกว่า มันยุ่งตายละเนาะ นั่น พระองค์ท่านจึงว่าให้กำหนดเฉพาะปัจจุบันเท่านั้น นี่คือกฏอจินไตยสี่อย่าง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ทั้งสี่อย่างนี้ภิกษุทั้งหลายไม่ควรคิด ถ้าใครคิดผู้นั้นจะเป็นบ้า หรือมีความยุ่งยากลำบากใจเป็นแน่แท้ถ้าใครคิดสี่อย่างนี้ เพราะเราเป็นปุถุชนจะไปรู้ได้อย่างไร แต่หลวงปู่สาวกโลกอุดรก็ไม่ได้อวดภูมิ หรือว่าอวดตัวเป็นพระอรหันต์แต่ประการใด แต่ก็อธิบายธรรมได้เหมือนดังเช่นเป็นพระอรหันต์ แต่หลวงปู่ไม่สมมติตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ขออภัย ญาณหยั่งรู้ของหลวงปู่สาวกโลกอุดรถ้าเปรียบเป็นเปอร์เซนต์แล้ว เมื่อครั้งพุทธกาลพระอริยะเจ้า หมายถึงพระอริยะเจ้าครั้งพระพุทธกาล ถ้าเปรียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วร้อยเปอร์เซนต์ หลวงปู่สาวกโลกอุดรไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์เลย จะอยู่ในศูนย์เปอรเซนต์นี่แหละ เพราะพระอริยะเจ้าครั้งพระพุทธกาลยนั้นยังเห็นพระองค์ด้วยตนเอง แล้วได้ฟังธรรมะมากมายก่ายกอง จึงไม่เหมือนกัน อานุภาพจึงไม่เหมือนกัน เรียกว่าแตกต่างกันมาก แต่ก็พอจะอธิบายให้เข้ารูปเข้ารอยได้ไม่ผิดเพี้ยนมากนัก คือว่าไม่ผิดเพี้ยนจริงๆนั่นแหละแต่ให้มีปฏิภาณเปรื่องปราดเหมือนพระอริยะเจ้าครั้งพุทธกาลนั้นคงเป็นไปไม่ได้ สำหรับหลวงปู่สาวกโลกอุดรนี้คือว่า เอาเฉพาะที่ว่า ขอพึ่งพุทธคำสอนของพระองค์ในชาติปัจจุบันนี้ก็พอแล้ว จะเอาถึงขนาดเป็นพระอริยะบุคคลครั้งพุทธกาลนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะครั้งพุทธกาลนั้นท่านมีพระอริยะบุคคลมากมายก่ายกอง ส่วนมากแล้วยุคต้นๆนั้นล้วนแต่เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาพระองค์บวชให้ทั้งนั้นเลย แต่ยุคปัจจุบันนี้จะหาที่ไหนได้ล่ะก็มันไม่มีซะแล้ว คือว่าไม่มีพระอรหันต์แล้วในยุคนี้ ถ้าตอบว่าไม่มีเลยนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ ย้อนเข้ามาอีก เพราะหลวงปู่สาวกโลกอุดรคนนี้เทศน์ธรรมบทถึงพระอรหันต์ทั้งนั้นเลย หรือจะสมมตินะ จะสมมติตัวเองอย่างเช่นหลวงปู่สาวกโลกอุดร ยุคที่มันมืดๆ บอดๆ เช่นี้แล้วน่ะ ไม่ใช่อวดอ้างแต่อย่างใด แต่เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธคำสอนถึงใครไม่ได้สมมติให้ แต่ในพระวินัยนั้นมีนะ คือว่าสมมติให้เป็นพระอรหันต์นั้นมี แต่ในครั้งนี้เขาก็ว่าไม่มีพระพุทธเจ้าพยากรณ์ให้ จริงอยู่..ท่านเหล่านั้นยังเป็นผู้มืดบอดหลวงปู่ก็ยังบอกแล้วว่า สำหรับพระโสดา พระสกทา พระอนาคามีนั้น ไม่มีคนที่พยากรณ์ได้เลยในยุคนี้นะ แต่ครั้งพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่พยากรณ์ให้ แต่สำหรับพระอรหันต์แล้วไซร้ไม่ว่ายุคใดสมัยใดมาตรแม้นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วในยุคนี้ถ้าใครสำเร็จเป็นพระอรหันต์นะเรียกว่าก็ต้องมีญาณหยั่งรู้เหมือนครั้งที่ว่าพระอริยะบุคคลครั้งพุทธกาลไม่มีผิดเพี้ยนแต่ประการใด อันนี้ก็ขอให้เข้าใจ อันนี้ก็มีความหมายบ่งบอกอยู่แล้วว่า หลวงปู่สาวกโลกอุดรนั้นเป็นอย่างไรก็ตีความหมายเอาเองก็แล้วกันจึงจะออกสั่งสอนได้
     ตั้งแต่พฤติกรรมกัมมัฏฐาน พวกโยมทั้งหลายเคยเห็นหมาสี่ขาไหม หรือลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายเคยเห็นหมาสี่ขาวิ่งตามวัดตามวาไหม ถ้าเคยเห็น  ปัญญาของหลวงปู่อาจจะต่ำกว่าหมาด้วยซ้ำไป นั่นแหละพยายามบากบั่นให้ถึงที่สุด เมื่อถึงแล้วนั่นนะก็เกิดญาณหยั่งรู้ภายหลังซะเลยตานี้ นั่น จึงถูกต้องที่สุดเลย
    อันนี้คนยุคปัจจุบันนี้เรียกว่าก็ดีอยู่หรอก ถูกต้องพุทธคำสอนเหมือนกัน แต่มาหยุดชะงักอยู่ที่ว่าสมถะกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานเพียงแค่นั้น จึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย รู้เฉพาะตัวหนังสือเท่านั้นไม่เกิดญาณหยั่งรู้อะไรเลย คำว่าญาณหยั่งรู้ในข้อที่สองญาณวิสัยนั้น เรียกว่าสุดวิสัยที่หลวงปู่จะรู้ได้ในตอนประพฤติปฎิบัติธรรมกรรมฐาน ก็เรียกว่าเป็นหมาขี้เรื้อนไปเสียเลยว่างั้นเถอะ พอถึงแล้วจึงเป็นของวิเศษมีญาณหยั่งรู้เกิดขึ้นมาภายหลังได้บางสิ่งบางอย่าง นอกตัวหรือในตัว เชานในตัวอันกว้างศอกยาววาหนาคืบไม่ต้องพูดถึงหรอก
    ทีนี้เริ่มต้นหัวข้อเรื่องว่าแดนอาถรรพ์ มีมากมายก่ายกองจะเข้าหัวข้อซะเลยเพื่อว่าจะได้อธิบายยาวไปซะหน่อย แดนอาถรรพ์ในโลกนี้ทุกๆประเทศ เรียกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าได้ เรียกว่ามีอญุทุกประเทศเลยทีเดียว ไม่ว่าประเทศไหน เล่าลือกันมาเช่นประเทศอังกฤษเหล่านี้เป็นต้น มีสถานที่แห่งหนึ่งเข้าไปแล้วก็ฝันอย่างนั้นอย่างนี้ ระลึกชาติได้อย่างโน้นอย่างนี้ ก็มีด้วยนะมีอยู่เป็นแดนอาถรรพ์ สำหรับศาสนาอื่นนั้นก้เป็นเรื่องศาสนาอื่น เช่นศาสนาอะไรล่ะ ศาสนาอิสลามหรือศาสนาอะไรก็ไม่รู้น่ะ ที่เขาไปประเทศซาอุดิอารเบีย ที่ว่ามีหินศักดิ์สิทธิ์น่ะ เรียกว่าใครไปถึงนั่นก็เยกว่าเป็นผู้มีบุญวาสนา ถ้าใครได้ไปจับถูกก้อนหินนั้นถึงตายเขาก็ยอมถึงขนาดนั้นล่ะนี่ละคือแดนอาถรรพ์แดนศักดิ์สิทธิ์ของเขา ว่างั้น แดนศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้เข้าใจนั่นเอง อันนี้ก็เรียกว่าเป็นเรื่องของเขา
    ทีนี้เรื่องของแดนอาถรรพ์ต่างๆนานา จะขึ้นต้นซะก่อนจะขึ้นต้นให้เห็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรานี่เอง เกี่ยวกับเรื่องศาลเจ้า ศาลพระภูมิ เหล่านี้เป็นต้น อันนี้คนไม่เข้าใจ และอีกอย่างหนึ่งก้เรียกว่าต้นไม้ใหญ่ๆ ที่เขาตายแล้วเหลือแต่รากแก้วลอยลงมาอยู่ตามแม่น้ำต่างๆ อยู่ตามลำห้วยต่างๆนั้นก็มีเหมือนกัน อันนี้เรียกว่าเป็นอาถรรพ์อย่างหนึ่งเหมือนกัน
    สมัยก่อนการพฤติธรรมกรรมฐานของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ถ้าว่าจะเป็นผีมาหลอกมาหลอนนั้น มีเสียงเป็นผีเป็นสางนั้นก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าจะปฎิเสธเรื่องไม่มีผีแล้วก็ไม่รู้อีกแหละเพราะไม่มีญาณหยั่งรู้ ต่อแต่นี้ไปมีแล้วญาณหยั่งรู้ของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ที่สมมติว่าเป็นผีเป็นสางอยู่ในคำแผ่เมตตานั้น นั่นแหละเป็นคำสมมติที่หลวงปู่แต่งขึ้นเอง บางครั้งก็หลงลืมนานปีไป
    ทีนี้จะกล่าวเฉพาะเรื่องศาลเจ้า ศาลใหญ่ๆนั้น เช่นพระธาตุศรีสองรักเหล่านี้เป็นต้นก็เข่าข่ายในที่ว่าศาลเจ้าเหมือนกันเพราะมีการไปบนบานศาลกล่าว สมัยก่อนถ้าใครจะสำเร็จในกิจการงานไปสอบเป็นครู เป็นตำรวจ เป็นทหาร สมัยก่อนเขาเล่าว่าเอาวัวเอาควายไปฆ่าเป็นตัวๆเลยทีเดียวถึงขนาดนั้น อันนี้จะไม่กล่าวถึงพระธาตุศรีสองรักในเรื่องต่างๆหรอก เพราะเกี่ยวกับความมันคงของชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับความสมัคสมานสามัคคีของที่ว่า ชาวจังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก
    ทีนี้จะกล่าวถึงศาลพระภูมิอยู่ที่อื่นๆนั้น ศาลพระภูมิที่ไหนก็แล้วแต่ ส่วนศาลเจ้านั้นไม่ใช่ศาลพระภูมิน่ะ ศาลเจ้าคือว่าศาลเจ้าพ่อใหญ่ๆ ศาลเจ้าพ่อโน้นศาลเจ้าพ่อนี้น่ะ จะยกตัวอย่างให้ฟังอย่างหลวงปู่เห็นชัดๆ นั้นก็คือศาลเจ้าอยู่อำเภอเรณูนครจังหวัดนครพนม อันนี้หลวงปู่ไม่รู้จริงๆ ไม่รู้วันเขาสร้าง แต่ก็อยู่ใกล้ๆ กันนั่นแหละ ผ่านไปผ่านมายังไม่รู้ แต่ก่อนเขาว่าเป็นศาลไม้ ทีนี้เขาเลยสร้างใหม่ซะเลยให้เป็นศาลเจ้า โอ้ย ถ้าตีราคาคงเป็นหลายแสนว่างั้นเถอะ อันนี้หล่ะพวกโง่เง่าเต่าตุ่น ทั้งๆที่มีผู้มีญาณหยั่งรู้อย่างหลวงปู่สาวกโลกอุดรตักเตือนไว้แล้วเขาก็ไม่เชื่อฟัง คือมีการบนบานศาลกล่าว พวกนี้ถ้าไปสอบเป็นครูเป็นตำรวจ หรือว่าไปค้าขายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นผลสำเร็จมานะ เขาก็เอาวัวเอาควายไปเลี้ยงทั้งตัวน่ะ ไปฆ่าทั้งตัวเลย ส่วนหนึ่งก็เอาไปเลี้ยงศาลเจ้า ไปเลี้ยงคือว่าเอาเนื้อสดๆนะจะเป็นลาบเป็นก้อยเหมือนภาคอีสานนี้ก็ดี เอาขึ้นไปเลี้ยงศาลเจ้าทีนี้เรื่องเป็นอย่างนี้ตานี้ หลวงปู่บอกว่าจะหาภัยมาใส่ตัวเองล่ะตานี้ หาภัยมาใส่ตัวอย่างไร เผื่อว่าสสารพลังงานภายนอกของหลวงปู่พูดรวมๆว่า เป็นสารปรอทนั่นน่ะ วันไหนฆ่าเลี้ยงศาลเจ้าอาจจะไม่มีอะไรมากินเลยตานี้ ไม่มีอะไรมากินเลย เผื่อว่าวันไหนนั่นน่ะพอเขาฆ่าวัวฆ่าควายนั้นเอาที่ว่าเอาก้อยเอาลาบนั้น เรียกว่าสิ่งที่เป็นเลือดเป็นยางนั่น สิ่งที่เป็นเลือดของดิบ ไปเลี้ยงศาลเจ้าตานี้ ถ้าเผื่อว่าสารปรอทมันมากินนะตานี้เอาล่ะยุ่ง ตานี้ยุ่ง ทำไมจึงยุ่ง เพราะมันเคยมากินพวกของมันก็จะแห่กันมาตานี้ มันมีของกินล่ะ แต่พวกนี้จะเรียกว่าเป็นผีซะเลยก็ไม่ได้ จะปฎิเสธซะเลยก็ไม่ได้ ไม่มีตัวมีตนให้เห็นอย่างเด่นชัด แต่เป็นรูปธรรมฝ่ายละเอียดเหลือเกิน ท่านจึงเรียกว่าสารปรมณูก็มี หรือสารอณูก็มี อะไรทำนองนี้
     นั่นจะหาเรื่องเข้าตัวซะแล้ว เห็นไหม พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา เขามีกำหนดวันเลี้ยงน่ะ (ถ้าไม่มีการบนบานศาลกล่าว) ปีละครั้งเขาถึงจะเลี้ยงทีนี้เมื่อมันมาวันไหนไม่เห็นของกินของมันที่มันเคยกินนั้นน่ะมันก็อยู่ใกล้ถนนหนทางเสียด้วยตานี้ล่ะจะยุ่ง บางทีก็ทำให้รถคว่ำก็ได้ บางทีก็ทำให้รถมอเตอร์ไซด์ชนกันก็ได้ เรียกว่ามันกินเลือดกินยาง พวกนี้ชอบเลือดชอบของสกปรกอันนี้เขายังไม่รู้เรียกว่าทำงูๆปลาๆไปแบบนั้น พูดชนิดนี้มีแต่หลวงปู่สาวกโลกอุดรเท่านั้นที่ได้รู้แจ้งแทงตลอดว่าอะไรเป็นอะไรนี่ไม่ควรทำ
    แต่ในยุคปัจจุบันนี้เขาไม่เชื่อหรอก ถึงหลวงปู่สาวกโลกอุดรตักเตือนเช่นไรเขาก็ไม่เชื่อ ทำไมเขาไม่เชื่อ เพราะว่าเขาเหล่านั้นยังมืดบอดอยู่ และอีกอย่างหนึ่งเขาก็ไม่เลื่อมใสหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธัมมปาโล คนนี้ ว่าจะเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องนี้แต่ประการใด นั่นแหละคนที่ไม่เชื่อนั้น ท่านก็บอกว่าถ้าไม่เชื่ออย่าจ้วงจาบ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อะไรทำนองนี้ มันถูกต้องที่สุด ตายไปหลายศพเลยทีเดียวเฉพาะอยู่ที่ศาลเจ้าเรณูนครน่ะ ที่อื่นหลวงปู่ไม่เห็นกับตานั้นจะไม่พูดแต่ก็จะเป็นละม้ายคล้ายคลึงกันที่สุดเลย นั่นมันก็เป็นเช่นนี้
     ส่วนศาลพระภูมินั้นก็เหมือนกันตานี้ ก็คล้ายคลึงกันถ้าสมมติว่าเอาของไปเลี้ยงไปสังเวย เอาต้มไก่หรืออะไร เอาหัวหมูไปสังเวยนะเรียกว่าไปเลี้ยงศาลพระภูมิอีกหละตานี้ ถ้าเมื่อไหร่มันมากินนะ บางทีก็ไม่มาหรอกมันไม่มีอะไร เมื่อมันมากินแล้วน่ะ ที่ว่าบนบานศาลกล่าวไว้เหมือนกับศาลพระภูมินี่ เมื่อมันมากินแล้วน่ะ ทีนี้คนนั้นน่ะเรียกว่าเอาเดนของผีมากินอีกครั้งหนึ่ง ทั้งเดนของศาลเจ้าที่เขาเลี้ยงนั่นน่ะ มีเหล้า มีลาบมีก้อยเอากลับมากิน รวมทั้งของที่เอาไปเลี้ยงศาลพระภูมิด้วย จะกินอะไรเข้าไปตานี้..นั่นแหละกินพิษเชื้อโรคเข้าไปแล้ว กินพิษเชื้อโรคเข้าไป คนจึงเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจ
     หลวงปู่จึงแนะนำให้เขาว่า ถ้าจะกินเดนของศาลเจ้าหรือศาลพระภูมินั้นให้เอามาต้มใหม่เสียก่อน ต้มให้เดือดๆไม่งั้นก็ฝังทิ้งไปเลย
    ดีไม่ดีน่ะเซ่นศาลเจ้าที่อำเภอเรณูนครจังหวัดนครพนมนั้นก็เรียกว่าเขาเอาวัวเอาควายทั้งตัวน่ะมาเลี้ยง เรียกว่ามาเชือดเลี้ยงในศาลเจ้าเลย อีกส่วนหนึ่งเขาไปขายท้องตลาดตานี้ยุ่งล่ะ มันกินทั้งหมดน่ะ..หมดตัวนั่น สารต่างๆมันเข้าไปน่ะ ระวังตานี้ระวัง จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ อาจจะเป็นต่างๆนานา เห็นไหม มีสติฟั่นเฟือนปวดหัวต่างๆนานา ก็ล้วนแล้วแต่ว่า นั่นแหละไปกินเดนของสสารต่างๆ ที่อยู่พื้นโลกพื้นดินของเราปลิวเข้ามา เรียกว่าสารปรมาณู สารอณู หรือสารปรอทเหล่านี้เป็นต้น มันจะทำให้จิตใจของคนเรานั้นแปรปรวนไปด้วย หรือร่างกายของเรานั้นได้รับเชื้อพิษอย่างใดอย่างหนึ่งจากโลกนี้เข้าไปเขายังไม่รู้
     อันนี้ทั้งศาลเจ้าศาลพระภูมิก็มีค่าเท่ากันอย่าไปกินเลยเรื่องเหล่านี้แต่ถ้าจะทำกันจริงๆนั้นหลวงปู่พาทำแล้ว คือว่าถวายเป็นสังฆทาน ถึงจะมีต้มไก่ก็ให้ไปซื้อเอาที่ตลาด ตอนซื้อก็บอกเขาว่า " ซื้อไปถวายสังฆทาน" พวกนี้เขาจะเคารพพระสงฆ์องค์เจ้า เคารพผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เหมือนกัน เขาไม่กล้า
    ทีนี้การทำสังฆทาน เมื่อพระสงฆ์องค์เจ้าฉันเสร็จแล้วพวกญาติโยมกินต่อได้ไม่เป็นไรนั่นก็ขอให้เข้าใจ  แต่พวกโง่เง่าเต่าตุ่นเหล่านั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย  เรียกว่าไปเลี้ยงแล้วก็เอาเลือด ลาบอะไรน่ะมากิน ก้อยเลือด ก้อยที่เป็นเลือดดิบๆมากินต่อว่างั้นเหอะ ทั้งเหล้าด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น